ติดต่อรับรายละเอียด :
สายด่วน 086 588 1123
087 561 3469

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)ยันล้างไตช่องท้องได้ผล เตรียมพัฒนาให้ดีขึ้น ลดติดเชื้อ|ไบโอสเปรย์ทูริชให้สิ่งดี ๆ

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)ยันล้างไตช่องท้องได้ผล เตรียมพัฒนาให้ดีขึ้น ลดติดเชื้อ

ข่าว กิจกรรม สาระเพื่อสุขภาพ

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)ยันล้างไตช่องท้องได้ผล เตรียมพัฒนาให้ดีขึ้น ลดติดเชื้อ

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)ยันล้างไตช่

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)ดึงผู้เชี่ยวชาญยืนยัน ล้างไตช่องท้องได้ผลดี ไม่แพ้การล้างไตผ่านเครื่องล้าง ช่วยลดรายจ่ายมากขึ้น เชื่อสามารถพัฒนาให้ดีกว่าเดิม..
เมื่อวันที่ 25 พ.ค. พล.ท.นพ.ถนอม  สุภาพร อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไต  เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการให้บริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรังด้วยวิธีทดแทนไต  ผ่านทางช่องท้อง (CAPD) ในโอกาสใกล้ครบ 5 ปี  ของการให้สิทธิผู้ป่วยไตวายของรัฐบาลว่า  ได้เคยทำการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างการทดแทนไตผ่านทางช่องท้อง  กับการฟอกเลือด ร่วมกับสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP)  พบว่าข้อดีของ CAPD มีมากกว่าการฟอกเลือด เพราะทำให้ผู้ป่วย CAPD  สามารถควบคุมน้ำและขจัดของเสียในร่างกายได้ดีกว่า  โดยผู้ป่วยทั้งสองวิธีมีอัตราการรอดชีวิตไม่แตกต่างกันมากนัก  ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตตามพยาธิสภาพของโรคเหมือนผู้ป่วยมะเร็งหรือผู้ป่วยโรค เรื้อรังอื่นๆ  และความจำเป็นต้องใช้ยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงซึ่งเป็นยาราคาแพง  และผู้ป่วยโรคไตต้องใช้ประจำ ผู้ป่วย CAPD ใช้ยาน้อยกว่า  ผลลัพธ์ถ้าได้รับการปลูกถ่ายไตจะดีกว่า
พล.ท.นพ.ถนอม กล่าวต่อว่า  ข้อต้องระวังคือ การติดเชื้อในช่องท้อง ซึ่งจากประสบการณ์การให้บริการ CAPD  ในระบบ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)  มีอัตราการติดเชื้อน้อยกว่าที่เกิดในประเทศยุโรปและดีกว่าค่าเฉลี่ยของทั่วโลก ส่วนอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 10 ต่อปี  ไม่ต่างจากประเทศอื่นๆ มากนัก ในด้านผู้ป่วยและครอบครัว  มีการเข้าถึงบริการของ CAPD ได้ดีและง่ายกว่าการฟอกเลือด  ลดภาระค่าใช้จ่ายจากการเดินทาง  และลดค่าเสียโอกาสจากการทำงานของผู้ป่วยและญาติ  เนื่องจากผู้ป่วยคนไทยส่วนใหญ่อยู่ชนบท ซึ่งหากฟอกเลือดต้องมาโรงพยาบาล 2-3  ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นไปได้ยาก แต่ CAPD สามารถทำได้เองที่บ้าน  ด้านการจัดการของรัฐ  มีความเป็นไปได้ในการขยายบริการทั่วประเทศรองรับผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้น อย่างรวดเร็วได้ในอนาคต เนื่องจากใช้บุคลากรทางการแพทย์  โดยเฉพาะพยาบาลเฉพาะทางโรคไตน้อยกว่าประมาณ 10 เท่า  ค่าใช้จ่ายในการลงทุนและการบำรุงดูแลระบบบริการ  ในภาพรวมน้อยกว่าการฟอกเลือดมาก  เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ป่วยและประเทศ และลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้
พล.ท.นพ. ถนอม กล่าวว่า ขณะเดียวกันจากรายงานผลการศึกษาของ ผศ.นพ.เถลิงศักดิ์  กาญจนบุษย์ อาจารย์แพทย์โรคไต  ซึ่งศึกษาผู้ป่วยทดแทนไตผ่านทางช่องท้องทั้งหมดจำนวน 8,194 ราย  จากหน่วยบริการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) จำนวน 102 แห่งทั่วประเทศ  ลงตีพิมพ์ในจดหมายเหตุทางการแพทย์ของไทย ฉบับเดือนตุลาคม 2554  เผยแพร่ในเวทีประชุมวิชาการระหว่างประเทศที่ไทยเป็นเจ้าภาพ พบว่า  ผู้ป่วยไทยมีอัตราการติดเชื้อในช่องท้องทั้งประเภทรุนแรงต้องนอนรักษาที่  รพ. และไม่รุนแรงให้ยากินและกลับบ้านได้ เฉลี่ยติดเชื้อ 25.6  เดือนต่อครั้งต่อคน  อัตราการติดเชื้อในช่องท้องนี้ดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับการศึกษาของ  พญ.ปิยะธิดา จึงสมาน ในปี 2552  ที่เผยแพร่ในเวทีวิชาการทั่วไปทั้งในและนอกประเทศ  พบติดเชื้อในช่องท้องเฉลี่ย 20.7 เดือนต่อครั้งต่อคน  และดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกอยู่ที่  18 เดือนต่อครั้งต่อคน หรือดีกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในยุโยป  ซึ่งมีรายงานว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 24 เดือนต่อครั้งต่อคน
“จากผลการศึกษาและตีพิมพ์เผยแพร่ในหมู่นักวิชาการโรคไตทั้งในและนอกประเทศดังกล่

าว  จะเห็นได้ว่า ระบบบริการทดแทนไตผ่านทางช่องท้องของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)ในช่วง 4-5  ปีที่ผ่านมามีความก้าวหน้าและดีกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่พัฒนาในยุโรปหลายประเทศ และ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)เดินมาถูกทางแล้ว  เท่าที่ทราบในอนาคตทางสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยร่วมกับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)  ได้ตั้งเป้าหมายที่จะลดอัตราการติดเชื้อในช่องท้องให้เหลือเพียง 40  เดือนต่อครั้งต่อคน ตั้งเป้าไว้ว่าภายใน 3 ปีครึ่งติดเชื้อไม่เกิน 1  ครั้งต่อคน” พล.ท.นพ.ถนอม กล่าว
นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการ  สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) เปิดเผยว่า ผู้ป่วยทดแทนไต ในระบบ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)  ที่เริ่มให้สิทธิตั้งแต่เดือนมกราคม 2551 ขึ้นทะเบียนจนถึงขณะนี้  มีผู้ป่วยสะสมประมาณ 28,000 คน ประกอบด้วย  ผู้ป่วยที่ยังคงมีชีวิตอยู่ และทำการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม  ผู้ป่วยล้างไตผ่านทางช่องท้อง และผู้ป่วยปลูกถ่ายไต ประมาณ 19,000  คนหรือประมาณร้อยละ 70 และผู้ป่วยเสียชีวิตรวมทั้งสามวิธีประมาณ 8,000 คน  หรือประมาณร้อยละ 30 จากข้อมูลผู้ป่วยไตวายเสียชีวิตประมาณร้อยละ 10 ต่อปี  ซึ่งใกล้เคียงกับการเสียชีวิตของผู้ป่วยไตวายของสิงคโปร์ และประเทศต่างๆ  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและสาเหตุอื่นตามพยาธิสภาพการเจ็บ ป่วยของโรค ไม่ใช่จากการติดเชื้อในช่องท้อง
รองเลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)  กล่าวต่อว่า จากการติดตามผู้ป่วย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)  ที่ทำการล้างไตผ่านทางช่องท้องเป็นเวลาต่อเนื่อง 52 เดือน  มีผู้ป่วยเสียชีวิตหรือเปลี่ยนสิทธิ หรือเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่น เช่น  เปลี่ยนไปฟอกเลือด และการปลูกถ่ายไต ประมาณร้อยละ 40 หรือ คิดง่ายๆ  เป็นเสียชีวิตเฉลี่ยต่ำกว่าร้อยละ 9.2 ต่อปี ขณะที่  ผู้ป่วยที่ทำการฟอกเลือด สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) เริ่มให้สิทธิเมื่อเดือนตุลาคม 2551  มีผู้ป่วยฟอกเลือดที่ทำมาก่อน และผู้ป่วยรายใหม่ ประมาณ 13,000 คน  และยังคงมีชีวิตอยู่ประมาณ 9,000 คน หรือประมาณร้อยละ 68  และเสียชีวิตหรือได้เปลี่ยนไตประมาณ 4,000 คน หรือคิดง่ายๆ  ผู้ป่วยฟอกเลือดเสียชีวิตประมาณร้อยละ 9.6 ต่อปี
ทั้งนี้  ในภาพรวมเฉลี่ย 1 ปี  พบว่าผู้ป่วยฟอกเลือดเสียชีวิตสูงกว่าผู้ป่วยที่ทดแทนไตผ่านทางช่องท้องเล็ก น้อย  ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ตรงข้ามกับที่มีกลุ่มคนบางคนที่พยายามให้ข่าวให้ร้ายกับ ระบบบริการหรืองานทุกงานที่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)ทำ  ทั้งที่เป็นงานทำเพื่อให้ผู้ป่วยโดยรวมเข้าถึงการบริการได้ดียิ่งขึ้น  และควบคุมลดค่าใช้จ่ายด้านบริการสาธารณสุขของประเทศไม่ให้เพิ่มมากขึ้นจน เป็นภาระให้กับรัฐบาล ทำให้ค่าฟอกเลือดและค่ายาลดลง ประหยัดงบประมาณในปี  2554 ได้กว่า 1,600 ล้านบาท
แหล่งข่าวจากสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย แจ้งว่า การพัฒนาระบบบริการทดแทนไตผ่านทางช่องท้องของ  สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ป่วย  และลดการผูกขาดของธุรกิจฟอกเลือดเอกชน  ทำให้ผู้ป่วยไตวายในชนบทเข้าถึงการบริการ  และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน  และเห็นผลมากในช่วงเกิดภาวะน้ำท่วมใหญ่ในจังหวัดภาคกลางและกรุงเทพฯ  ที่กระทบต่อผู้ป่วยฟอกเลือดอย่างมาก  แต่มีผลไม่มากนักกับผู้ป่วยทดแทนไตผ่านทางช่องท้อง  เพราะผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ที่บ้าน.
  


สุดท้ายหลังจากอ่านบทความ"สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)ยันล้างไตช่องท้องได้ผล เตรียมพัฒนาให้ดีขึ้น ลดติดเชื้อ"

          โปรตีนเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและเสริมสร้าง ความแข็งแรง ของร่างกาย อาหารเสริมหลายชนิดที่วางขาย ช่วยให้ร่างกายคุณได้รับสารอาหารที่เพียงพอ อาหารเสริมควรเลือกซื้อตามชนิดสารอาหาร ในส่วนที่เราขาด จึงจะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ จากการจ่ายเงินซื้อ ซึ่งบางครั้งการรับประทานอาหารนั้นให้ไม่ได้หรือให้ได้ บางส่วนเท่านั้น เนื่องจากเราจะอิ่มก่อนนั้นเอง หรือเกิดจากรสชาติอาหารที่ทำให้เราไม่อยากรับประทาน ดังนั้นสารอาหารจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือสารสกัดเข้มข้นเป็นทางเลือกที่เหมาะสมอีกทางหนึ่ง จากบทความสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)ยันล้างไตช่องท้องได้ผล เตรียมพัฒนาให้ดีขึ้น ลดติดเชื้อนั้นความอ่อนแอของร่างกายสามารถทำให้ เกิดภาวะที่เสี่ยงต่อการเจ็บป่วย

อ่านข้อมูลสำหรับการดูแลสุขภาพ แล้วท่านสามารถเลือกดูรายการสารเสริมสุขภาพที่เราแนะนำให้รู้จัก คลิกที่นี่อาหารเสริมสุขภาพ สารสกัดเข้มข้น วิตามิน ซึ่งมีผลการวิจัยสนับสนุนจากทั่วโลกว่าสามารถ่วยให้ร่างกายกลับมากระฉับกระเฉง อ่านบทความเกียวกับ การดูแลสุขภาพ การรักษาสุขภาพ ฮอร์โมน ความแก่ การชะลอความชรา และบทความด้านสุขภาพอื่น ๆ ได้ทีนี่ หรือหาผลิตภัณฑ์มาบำรุงร่างกายที่ได้รับการรับรองจาก อย. ช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง จาก เซลล์ภายในสู่ภายนอกด้วยนาโนเทคโนโลยี วิตามินเพื่อสุขภาพ

ที่มาไทยรัฐ 25-05-2555 ปรับปรุงล่าสุด วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2555 16:29 น.



ผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพสูงสำหรับ" สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)ยันล้างไตช่องท้องได้ผล เตรียมพัฒนาให้ดีขึ้น ลดติดเชื้อ"

ไบโอสเปรย์

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไบโอสเปรย์ จากการสกัดโปรตีนถั่วขาวบริสุทธิ์ที่ช่วยกระตุ้นต่อมพิทูอิตารี่ใต้สมองให

»»

อ่านรายละเอียด

ไบโอสเปรย์

เป็นผลิตภัณฑ์พิเศษที่ช่วยกระตุ้นต่อมพิ ตูอิตารี่ใต้สมองให้หลั่ง HGH อย่างเป็นธรรมชาติเข้าสู่ร่างกายข

»»

อ่านรายละเอียด

แสดงความเห็นของท่าน

แสดงความเห็น :
คลิกโหวต: ขอบคุณค่ะ
ชื่อ:
เติมเลขสองลงในช่อง: